Tubby's profilehttp://leesungjinnrg.blo...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 29

    มหากาพย์ ตั๊บเบียด

    ในสมัย กรีก โรมัน ยังรุ่งเรื่อง มีมหากาพย์อุบัติขึ้นมาอย่างใหญ่โต สองเรื่อง อิเลียด ของ โฮเมอร์ เล่าเรื่องการเดินทางของ โอดิซิอุส หนึ่งในวีรบุรุษกรีกที่เปนคนคิดกฎม้าไม้ถล่มทรอย
    ตอนที่เค้ากำลังแล่นเรือกลับบ้าน แต่ว่าเป็นการเดินทางที่ยาวเป็นหางว่าว เพราะใช้เวลานานถึง สิบ ปี บวกกับ ทำสงครามอีก สิบปี เป็น ยี่สิบ ปี...เมียก็ยังคงรอที่บ้านรากงอกเลยทีเดียว
    (ผู้หญิงเราก็ถึกใช่ย่อยนะ) อีกเรื่องก็คือ เอเนียด ของ เวอร์จิล (รึเปล่าวะ) เป็นเรื่องของ วีรบุรุษทรอยชื่อ เอเนอัส ซึ่งสามารถเอาชีวิตรอดมาตั้งรกรากใหม่ได้ พาชาวทรอย มาหาดินแดนตั้งถิ่น นั้นก็คือ อิตาลี ในปัจจุบัน นั้นเอง...
     
    มหากาพย์ที่เราคิดได้ ยังคงไม่หมด เรื่องที่เราต้องเรียนกันแต่เล็กแต่อ่อน
    รามเกียรติ์ พระราม พระลักษณ์ สีดาิbaby ทศกัณย์ ยักษา พาคี มากมาย อิเหนาอย่างนี้ก็คงถือเป็นมหากาพย์ได้มั้ง
    เรียนเท่าไรก็ไม่จบสักที ไอ้นี่ก็ playboyเหลือเกิน อ๋อ ต้องไม่ ลืม ขุนแผนด้วย...พ่อคนนี้ก็ มหากาพย์ชีวิตพี่เค้าแบ่งเป็นหลายตอน...เราไม่เข้าใจ ว่าทำไม เรื่องนี้ เด่นดังแต่ความแพศยา
    ที่ไม่ได้ตั้งใจของ วันทอง...แค่มีผู้ชายนอยๆสองคน มาหลงรักshe sheตัดสินใจไม่ได้ คนนึงก็ สามีรักแต่เจ้าชู้ เยี่ยงชายไทยทั่วไป(อ้าว) อีกคนก็ ผู้ชายหน้านอยทีมาหลงรักshe ยื้อแย่งsheกันไปมา...สุดท้าย sheตัดสินใจไม่ได้ โดนประหารตาย เสียอย่างนั้น..คนที่ประหารนาง..เอ้...จำชื่อไม่ได้ เจ้าเมืองอะไรหนอ..แต่สรุปก็คือ ผู้ชายเหมือนกัน...โอ้..นอยจริงหนอ
     
    แต่ที่ร่ายยาว เรื่อง มหากาพย์ มา มิได้ จะบอกประเด็น วิจารณ์วรรณคดี ไทย หรือ เทศ แต่อย่างใด พอดี มันคิดอะไรขึ้นมาใน สมอง ว่า
    ชีวิตคนเรานี่ก็เหมือน มหากาพย์ หนอ...อาจจะเป็น มหากาพย์หลายๆตอน มารวมเป็นชีวิตของคนเราหนึ่งชีวิต(เยี่ยง หนังนเรศวร ยังแบ่งเป็นสองภาค หรือ สามหว้า ประเด็นคือไม่ได้ดู)
    เพราะชีวิตคนเรา รายละเอียดเยอะ เนื้อหายาว อาจจะแบ่ง ชีวิตบางช่วงเป็น นิยายชุด เรื่องสั้น อะไรทำนองนั้นด้วย ก็ได้นะ
    ถ้าเรามีมหากาพย์ของตัวเอง จะตั้งชื่อว่าอะไรดีวะ..ตั๊บเบียด ดีมั้ย..มี อีเลียด เอเนียด..ตั๊บเบียด นี่คงจะเข้ากันได้ดีนะ อิอิ (บ้า)
     
    ตอนนี้เรากำลัง อ่านมหากาพย์ เล่มนึงอยู่ ตอนนี้ หนังสืออยู่คามือเลย เราติด มหากาพย์ เรื่องนี้มาก เป็นมหากาพย์ที่ผู้แต่งยังแต่งต่อไปเรื่อยๆ ยังไม่จบ
    ตอนแรกเห็นหน้าปกมานาน จนมีอยู่วัน หน้าปกหนังสือเล่มนี้โดดเด่นเหลือเกิน ทดไม่ไหว ตัดสินใจขอแง่มอ่านหน่อยนะคะ
    ก็เปิดอ่านแค่เพียงบรรทัดแรกก็โดนใจมาก อ่านต่อไปเพียงสอง สามบรรทัดก็ควักกระเป๋าตังค์จ่ายเลยหนอ ต่อมายิ่งอ่านยิ่งสนุก ตอนนั้นเหมือนฝันเลยนะ
    หนังสือช่างมีเสน่ห์ อ่านไปก็เพลินดี จนถึงจุด conflictจุดแรก ต่อมน้ำตาเริ่มทำงาน พอถึง climaxเท่านั้นแหละพี่น้อง...น้ำตาไหลตั้ง..(กูว่า..)สองหยด
    แต่เนื้อเรื่องช่างสะเทือนใจม๊ากมาก (สะเทือนใจ เสียใจ แต่ร้องไห้ไม่ได้ เข้าใจเปล่า)falling action ก็เริ่มโอเค เราก็สงบสติอารมณ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
    (แต่เราก็บ้านะ ขอบอกว่า ไม่เคยวางหนังสือเล่มนี้เลยนะ อ่านมาโดนตลอด มีช่วงหลัง climaxนั้นแหละที่ อ่านน้อยลง เพราะรู้ว่า อ่านมากๆมันไม่ดีต่อสายตา
    และจิตใจ)คราวนี้เกิด conflict ใหม่ เนื้อเรื่องดำเนินการมาถึง climax (แสนบัดสบอีกครั้ง) เป็น climax ที่ไม่ได้เรียกน้ำตาจากเรา หรือสร้างรอยยิ้มให้เรา
    แต่รู้สึกสับสนมากกว่า..เราก็อ่านเรื่องไปเรื่อยๆ จนถึง climaxอีกรอบ (หนังสือเชี้ยไรวะ climaxเยอะแสด..แต่มันทำได้นะ) climaxของบทนี้คือผ่านจากเริ่มเรื่องมากได้
    เกือบปีเลยนะ (หนังสือเม้งยาวอะ ก็อ่านมาได้ปีกว่าๆแล้วนะ) climax จุดนี้ ขอบอกเลย อ่านไปหัวใจเราจะสลาย ตัวเอกของเรื่อง(potagonist ตรงข้ามกะ antagonist)
    มันสารภาพความจริงในใจมัน ให้antagonist ฟัง โอ้ย..นึกว่าจะถึงจุดแตกหักไปสะแล้ว
    กลายเปนวันรุ่งขึ้น มันก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ protagonist(ตัวเอก จะตรงข้ามกะ antagonist คือคู่กรณีอะนะ)
    มันก็นะ ใจนักเลง นั่งวิจารณ์กับเพื่อนๆ เพื่อนๆบอก protaตัวนี้ไม่รู้ว่าเรียกโง่หรือน่ายกย่องดี
    เราก็นั่งอ่านชีวิตมันมานานแหละ..เรายังไม่เข้าใจมันเลย 55 แต่เท่าที่รู้ มันคง ด้านกะชีวิตไปแล้วล่ะ เอิ๊กๆ
    พออ่านไปได้สักพัก เราก็ไปเจอ เรื่องสั้น ดี โดนใจ แต่เรื่องสั้นก็เป็นเรื่องสั้นอะนะ ถึงดีแค่ไหน เรื่องราวมันก็จบไวเหลือเกิน
    แต่เอาเถอะ ผู้เขียนก็เขียนเรื่องนี้ดีนะ ทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจดี เมื่อคิดถึงเรื่องราวเรื่องสั้น
    ตอนนั้นน่ะ วางมหากาพย์เลยนะ เป็นครั้งแรกตั้งแต่อ่านที่ยอมปิดหนังสือไปเลย เอาวางไว้ที่ชั้นเลยนะ
    เพราะเราตั้งใจอ่านเรื่องสั้นมากเลยนะ potagonist และ antagonist เหมือนตอนแรกฝ่าฟันอุปสรรค
    สุดท้ายฝ่าย antagonist ดัน กลัวความสูงนะ จบเลยนอยนิดๆนะ แต่ก็ ดีที่สุดแล้วล่ะ พอเรื่องสั้นจบบริบูรณ์ เกิดอาการว่าง เอามหากาพย์มานั่งอ่านต่อ
    ตอนแรกก็เปิดแบบกลัวๆกล้าๆ กลัวติดอีก เด้ววางไม่ลง เจอ climaxช้ำๆ แล้วะจะนอยหนักกะชีวิต กินข้าวไปไม่ได้หลายวัน 55
    แต่ทำไม เปิด อ่านมหากาพย์ใหม่ต่อจากความเดิม ก็รู้สึกว่า
    หนังสือเล่มนี้ปกนี้ก็ดูดีขึ้นทุกครั้งที่เห็น เนื้อหาก็เพิ่มเสน่ห์กินใจขึ้นทุกที หวาดเสี่ยวเหลือเกิน กลัว มหากาพย์จะจบ
    เพราะเป็น มหากาพย์ ที่เราได้อ่านหลังจากที่เราเรียนรู้วิธีการเก็บหนังสือที่ดีควรทำอย่างไรบ้าง ควรห่อปก ควรเปิดกระดาษเบาๆ
     
    คือเคยอ่านมหากาพย์ไปสองสามเล่มก่อนหน้านี้ บางเล่มก็จบดี บางเล่มก็จบแบบ ทรมาน หนัก พอดีเป็นคนอินกับเรื่องราวเลยนิ่งเฉยไปนานอยู่
    กว่าจะหยิบมหากาพย์เล่มนี้ขึ้นมาอ่านใหม่ ก็ใช้เวลาค่อนข้างนานนะ
     
    ตอนแรกก็ไม่คิดว่า เนื้อหาจะเยอะขนาดนี้นะ แล้ววันนี้ "มานอารายเนี้ย.."ติดงอมแง่ม ที่จริง คนแต่งเรื่องนี้เค้าดังนะ
    หนังสือของเค้า ก็มีคนซื้อไปอ่านเรื่อยๆนะ เค้าดังอะ บางทีอยากให้เค้าเขียน มหากาพย์ให้เราต่อเนี่ย เราก็ต้องลุ้นอย่างมากเลยทีเดียว
    เค้าเป็นคนแต่งที่มีเสน่ห์ มหากาพย์ของเค้าที่เราอ่านอยู่ ก็มี เสน่ห์มากๆ ถึงบางครั้งเค้าจะเขียน plotโหดๆมาให้อ่าน เราก็ยังชอบอ่านผลงานของเค้า
    ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม...เรารักผลงานของเค้าล่ะมั้ง
     
    -----เฮ้อ..เขียนไปอย่างนี้ค่อยสบายใจ หายวิ่งไปวิ่งมาล้อมห้องหน่อย..สบายใจแล้ว ไปนอนล่ะ-------
     
    เป็นไง space ของเรา...งงอะดี๋ หน้านี้ ไม่งงก็นับถืออะ 555 เราจะเป็นแบบ Montaige
    "หากคุณไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ความผิดของผมที่คุณไม่เข้าใจ เป็นความผิดของคุณที่อ่านงานของผลแล้วไม่เข้าใจ"
    55555555
    October 23

    เปนเรื่องที่วนเวียนเสมอมา...

    ถ้ามันมี time machine ให้ย้อนกลับไปในอดีตแล้วเราสามารถทำบางอย่างได้ใหม่ เราว่ามันก็คงจะดีนะ แต่ว่า ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนก็จะไม่รู้จักความเจ็บปวด ไม่รู้ถึงรสชาติของน้ำตาไม่รู้ถึง ความเสียใจ และที่สำคัญ ก็จะไม่มีรู้วิธีก้าวเดินต่อไป เพราะคนก็คงจะเอาแต่ย้อนเวลากลับไปแก้โน่น แก้นี่ จนวุ่นวาย

    เราก็เคยคิดว่า ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้..เราจะกลับไปแค่เหตุการณ์เดียว..เรายังคงเลือกที่จะเจอเค้า เราเลือกที่จะมีกับเค้า แต่เราจะเข้าใจให้เค้ามากกว่านั้น เราจะใจเย็นให้มากกว่านั้น เราอยากทำให้เค้ามีความสุข ถึง ยังไงแล้ว มันก็ต้องจบ เราแค่อยากให้มันจบในแบบที่ดีกว่านี้

    ทุกวันนี้ก็ยังคุยกันบ่อยๆ เราว่าเวลาก็ช่วยให้อะไรๆมันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น(มาอีกนิด) จริงๆแล้ว เราไม่เคยขาดการติดต่อกันเลยด้วยซ้ำ เค้าบอกว่าเราชอบหมกหมุ่นอยู่กับอดีต เราก็ยอมรับว่าจริง..ตั้งแต่เกิดมา เราว่าเราไม่เคยทำใครเสียใจเท่าทำให้เค้าเสียใจ และเราก็ไม่เคยเสียใจเพราะใคร เท่าที่เค้าทำให้เรารู้สึกเสียใจ มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายของเค้า แต่รู้มั้ย เราก็รู้สึกแย่เหมือนกันๆ เค้าบอกว่า ถ้าเรามีใครคนใหม่ อย่าทำแบบนี้กับคนอื่น มันไม่มีใครทนได้เท่าเค้า

    ตลอดเวลา 274 วัน ไม่มีวันไหนที่ไม่รัก ทุกๆวันเราคิดว่า เราโชคดีที่มีเค้า แต่เราก็ทำอะไรโง่ๆ มันติดที่เราสองคนไม่เข้าใจกัน เหมือนจะเข้าใจ แต่มีเรื่องหนึ่งสำคัญที่เราไม่ยอมเข้าใจกัน มันก็เหมือนแก้วที่แตก เอากาวมาทา มันก็มีรอยแตก ใช้ไป มันก็แตกอย่างง่ายๆ จนวันนึง เราสองคนเหนื่อยที่จะหากาวมาซ่อมแก้วใบนี้ จริงๆแล้ว ยังไงมันคงมีวันต้องเลิก แต่เราคิดว่า มันน่าจะยืนยาวกว่านั้น :)

    October 12

    เทอมหนึ่ง ปีสอง กำลังจะผ่านไป

    เฮ้อ..นี่เราจะจบเทอมหนึ่งปีสองแล้วหรือนี่..ทำไมเรารู้สึกเหมือนเราเพิ่งเข้ามหาลัยมาไม่นาน...เรายังจำภาพที่เราต้องเรียน "แปรงฟัน"ตอน ป1
    (เรียน บ้าไรวะ สร้างสรรค์สุดๆ...สมวัยมั้ยนั้น...ราชีนีบน)"พับถุงเท้า" ตอน ป2 สอบ กพอ. สปช. สลน. แล้วก็มาเข้าสตรีวิทยา..วิ่งเล่นในโรงเรียน
    ตอนนี้ เรานั่งอยู่ใน มหาลัยแล้ว...โอ้ย...เวลามันก็เดินไปเรื่อยๆของมัน แต่..เออ เร็วเนอะ...เราเหลือเวลาอีกประมาณ สองปีกว่า ก่อนที่เราจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตทำงาน
    ทำงานจนกว่าจะตาย...โอ้โฮ...มันจะไม่มีเรื่องให้ตื่นเต้นเท่าตอนเรียนรึเปล่าวะ(มันก็ขึ้นอยู่กะ สายงานอะนะ) ถึงว่า...คนเราจึงอยากแต่งงานมีครอบครัวตอนทำงานแล้ว
    เราว่า มันไม่ใช่แค่ว่า...แก่แล้ว หน้าที่การงานมั่นคงนะ...เราว่าประเด็นหลักๆเลย..."ไม่มีอะไรทำ" คือ..ความรักมันเกิดตลอดเวลา...แต่ พอทุกอย่างในชีวิตมันลงตัว
    ทำงาน..มันก็เหนื่อยล่ะนะ..เราว่า แต่ มันก็...ทำไปเรื่อยๆ...ทำให้ดี ทำให้เรื่อยๆ..เราว่า เรียนมันโหดกว่าทำงานอีกนะ...เหมือนทุกวัน"หนูต้องสู้"
    แต่ทำงาน..เหมือน ช่วงนี้ชิว ก็ชิว...ช่วงหนักก็หนัก...ประมาณนี่ล่ะมั้ง..เออ..ชีวิตเริ่มไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น..ทำอะไร วนไปวนมา...
    ถ้าแต่งงาน มีลูก ก็เหมือน ได้เพิ่มความตื่นเต้นให้กับชีวิตมา...เราว่า ประมาณอย่างนั้นนะ
     
    definition การแต่งงานของเราดูไม่ลึกซึ้งเลยนะ..เฮ้ย..แต่เรามี เราก็ต้องรักนะเว้ย ไม่เคยมีแฟน เพราะ เบื่อ เหงา เซ็ง อยากลองของ...เปล่านะ
    มันเริ่มจาก ชอบ ปลื้ม รัก นั้นแหละ ไม่เคยวอกแวกด้วย...ไม่เคยเลย...ภูมิใจแม้จะโดนทิ้ง555 เอาเถอะ...ตอนนี้ แฟนยังไม่มีเลย...คิดมากกะแต่งงาน
    คงไม่มีผู้ชายคนไหน อยากได้แฟนโง่ ดังนั้น...สุทธาทิพย์ คงต้อง บากบั่น เรียนหนังสือมันต่อไป
     
    เนี่ย ปิดเทอมใหญ่นี่ จะไปเมกากะ ออฟ(เพื่อนในเอก...super model) ไปทำ work and travel (เราว่า ใช้จ่ายกัน ขาดทุนอะ)ก็คิดว่า อยากดูบรรยากาศที่โน่น
    เราจะไปฝั่ง New York ไง ก็ เออ แถวนั้นมัน เมืองอะ..จะไปรอบๆแถวนั้น (ถ้าไปฝั่ง california เราว่า มันไม่ค่อยมีไรอะ แม้จะอยากทำ universal studioแทบขาดใจ)
    จะไปดูว่า ถ้าเรียน ต่อ ที่เมกา เราจะเรียนอะไรดี เราจะอยู่ได้มั้ย...เราจะโง่มั้ย ก็ไม่เคยไปเมืองนอกเกินเดือนสักที..ตอนนี้ไป สามเดือนเลย...
    น้องแพร(ชอบเรียกมันน้องแต่ก็รุ่นเดียวกัน)บอกว่า ได้แฟนกับมาแน่ๆ 55 เออจริง พวกเพื่อนๆผู้หญิงที่ไป ได้แฟนกลับมาหมดเลย
    แต่ไม่เอาแล้วล่ะ ไอ้ความรัก เพราะ ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันทุกวัน เจอหน้ากันทุกวัน แล้วยิ่งทำงานด้วยกัน หากเข้าใจกัน..มันต้องหวั่นไหวแน่ๆ
    แต่ถ้ากลับมาเมืองไทย..ไม่ได้เจอกันทุกวัน "คุณจะยังรักฉันเหมือนเดิมมั้ย" คือ เราน่ะ รักแน่...แต่ ฝ่ายชายอะ 555
    แต่เราก็ไม่เคยตั้งกฎว่า การคบกะใครสักคน ผู้ชายจะต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้นนะ...เป็นตัวเค้าที่เรารับได้ รักเรา รักอย่างถูกต้อง เข้ากันได้..จบแหละ...
    สเป็คเราสั้นป่ะ...
     
    555 เฮ้อ...ไร้สาระจริงๆ เหมือนมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังเยอะเกิน..จนไม่รู้จะเล่าอะไร
     
    เดือนนี้เป็นเดือนแห่งวันเกิดด้วยนะ..ตุลาคม..วันเกิด เต้2 วันเกิด สตีฟ5 วันเกิด พี่บอล14 วันเกิด บัว19 วันเกิดเบียร์18 วันเกิด เมย์19 วันเกิด น้องป่าน23
    เออ................จนแน่ๆ 555
    October 06

    ช่าง HOT !!!

    ตอนนี้...freestyle อย่างที่สุด เมื่อวานนี้ก็ ที่ มธ มีตลาดนัด แต่ไง จุฬา มาเสนอพระพักตร์เต็มทองทุ่งรังสิต อิอิ
    ไอ้ ออน เพื่อนตั๊บสูงสุดๆของตั๊บ..ก็มาเยี่ยมเยียนมิตรสหาย ที่ มธ (ก็เพื่อนมันเล่นอยู่ที่นี่สะเยอะ ไอ้แป้ง ไอ้เมียส...เมทกันทั้งนั้น)
    ตอนแรก ไอ้ออนก็ฝ่าตายขึ้นหอได้ เพราะ พี่ยามกลางบ่าย เค้าชิวจัด...แต่กะกลางคืนนี้ ไอ้ออนไม่รอด
    ทำให้ เธอต้องระเห็ดไปหลับนอน กับ อุ้ย ที่ inter park ที่ฮาคือ ห้องไอ้อุ้ยเหมือนเป็นที่พักชั้นยอด(ผ้าปูเตียงจะเอาไปคืนนะจ้ะ..)
    คือเพราะเป็นหอนอกด้วยล่ะ แล้วก็ เมทมันนิสัยดี เออ แล้วก็ มี ฝน อุ้ย ออน ร่วมพลัง สตรีวิทย์ นอนกัน กร๊าก..
    อ๋อ ไอ้ออนมันมาเพราะ หลักๆอย่างเดินตลาดนัด (กูจะทำความเข้าใจว่า สามย่านแกน่ะ มีแต่ ห้าง..)พอตอนจะเข้าตลาดนัด
    เอ๊ะ เห็นประชากรที่คุ้นหน้าคุ้นตา...สหายจาก จุฬา อดีต สตรีวิทยา 101 ทั้งหลาย...ไอ้ชี่..ที่ดัดฟัน..อดีตหัวหน้าห้องของตู
    ดูโทรมไปนะเมิง...ผอมเหมือนเดิม...ทำไงวะ...ช่วยเราที...ยิ่งอ้วนขึ้น อ้วนเอาอ้วนเอา...กร๊าก...เจอ ไอ้เตย คนนี้สมัยเรียน
    เป็น ทอม ป๊อปนัก(ไอ้กิฟท์-gyb-บอกเจอที่สยาม พี่เตยนั้นกลายพันธุ์...แหม...นะ...)แสดงความคิดถึง ถามสาระทุกข์สุขดิบๆพอประมาณ
    แล้วจึงบุกตลาดนัด...เข้าไปก็เจอ สตรีวิทย์101...(รุ่นเราอะนะ ร้อยหนึ่งเนี่ย)เจอ อ้อ กะเบิร์ด...เลยแนะนำให้รับประทานปลาไข่ทอดไป..
    อร่อยใช้ได้ หาก...พวกเราเป็นการ์ตูน ตาของมันขณะรับประทานคงมีรูปหัวใจขึ้นมาแล้ว แล้วก็เจออันนา
    ทีแจ้งข่าวว่า ตัวมันนั้น "อกหัก"...แหม..เจอกันกี่ครั้ง เราสองคนก็ทำตัวอกหักใส่กัน...ไม่เคยได้เจอตอน สมหวัง สมรักกันสักที...เฮ้อ..
    แต่มันเป็นคนน่ารักนะ...ถ้าเป็นผู้ชาย...รับรอง...จะไปขอมันทำเป็น ภรรยา...กร๊าก...
     
    --------เอาเป็นว่า อัพเพื่อสนอง ความมันส์ของตัวเอง หากไม่ใช่ สตรีวิทยา เหมือนกัน ก็คงอ่านไม่รู้เรื่อง----------
    สรุปใจความของทั้งหมดที่เขียนไป คือ....คิดถึงเพื่อน สตรีวิทยา 101 ...ขอบคุณที่ประทานความทรงจำดีๆ และ ภูมิใจที่ได้ใส่เครื่องแบบส.ว.
    ถ้าคราวหน้านัดเจอเพื่อนๆที่ ราชินีบน 76...ก็จะเอามาเขียนอีก อิอิ เรากะว่า ถ้าเรียนมหาลัยจบ จะไปถ่ายรูปที่ สตรีวิทยา
    และ ราชินีบน...แม้จะออกมาตอน ป6 อะนะ แต่ก็..ผูกพันนะ..ยังคงจำทุกมุม ทุกที่ได้...locationเค้าสวยจริงๆ
    สมัยที่เราเรียน เค้ายังสร้าง ฝั่งอนุบาลสุดหรูไม่เสร็จเลย...พอขึ้น ป1 เท่านั้น มันสร้างเสร็จเลย..โว้ย
    แล้วนี่ สนามเด็กเล่นสุดมันส์ของเค้า...สร้างเสร็จตอนเรา ป3...แต่ให้เด็ก 1-2เล่น...พอ ป4 ครูก็เปลี่ยนให้ ป1-3เล่นได้..โว้ย..
    เราจึงต้องแอบปีนไปเล่นเอง...โดนครูจับได้สะงั้น..แต่ดีที่...ครูลืมเอาไม้เรียวมา 555 สุดๆ รอดไม่ถูกตี (ทำไมเราไม่เล่าเรื่องดีๆวะ)
     
    เมื่อโยงเรื่องโรงเรียน...วันนี้เป็นวันเกิด อาจารย์ของตั๊บตอน ม4 Stephen Edward Jospeh Smith หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า
    "อีตีฟ" วันนี้ อายุเท่าไรไม่รู้ แต่มันย้ำแค่ว่า มันจะ 21 ตลอดไป....นะ...เหอๆ ส่ง sms พูดคุยกันเปนระยะ
    เป็นอาจารย์สอนอังกิด ที่เรียนแล้วรู้สึกว่า...มีความรู้เก็บเกี่ยวใส่สมอง...ไงก็ รักเมิงนะ ตีฟ และความรู้เราก็หยุดพัฒนาในห้องเรียน
    เมื่อ ตีฟจากไป สบ อกมหิดล..
     
    และตั๊บจะโยงเข้า หัวข้อ (กรรม...จะมีใครเขียน เกริ่น นานอย่างนี้...)ก็ได้ไปเช่าหนังเรื่อง Pride and Prejudice มา
    เรื่องนี้นำมาจากหนังสือที่เขียน Jane Austin...ป้าคนนี้เค้าดังเหลือร้ายนัก หนังสือของเค้านี่...แทบงาน classicsเนี่ย...ตรึม
    วางคู่กับ พี่เขย่าหอก (Shakespeare) Marlowe...อะ..เอาเป็นว่า เจ๊เค้าดัง
    ตอนที่หนังเรื่องนี้ลงโรง จำได้ว่า อยู่ อังกิด พอดี ปี 2005 อะนะ...ก็ได้ยินคนพูดว่า ไม่ว่า Pide and Prejudice จะทำออกมาในรูปไหน
    ก็ได้รับการตอบรับดีทุกๆครั้ง...เราก็ไม่รู้หรอก ตอนนั้นก็ ยังเอ๊าะ ไม่ค่อยได้รู้อะไรเกี่ยวกะ วรรณกรรมตะวันตก
    ณ วันนี้ มันเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในชีวิต ก็อดไม่ได้ที่จะเช่าหนังมาดู
    (เพราะแน่นอน...สุทธาทิพย์คิดว่าดูภาพเคลื่อนไหว ยอมดีกว่า เคลื่อนไหวสายตาตัวเอง ตามตัวอักษร และ จบด้วยการ หลับใหลไม่ได้สติไปในที่สุด)
    เรื่องนี้ก็คือ ครอบครังนึงที่มีลูกสาว5คน...ซึ่งคุณแม่ได้ปลูกฝังสมองของแต่ละนางให้"หาสามี"ทำให้ เด็กๆบ้านนี้จะกรี๊ดกร๊าดหนุ่มๆ
    และก็ โอ้ย..ปิ๊งกันง่ายดายเหลือเกิน...ยอมรับว่า ไม่มีขอเป็นแฟนอะ...ขอแต่งงานกันเลยทีเดียว (ก็นะ สังคมสมัยก่อน)
    ตัวนำก็คือ น้องสาวคนรอง ที่ แบบ..เจ๊มีรักต่างชนชั้น..ผู้ชายนั้นสูงส่ง ส่วนผู้หญิงนะจิ๊บๆ แต่มีสมองนะ..ต่อปากต่อคำกันในจอนี้ ได้รส
    ตอนแรกเริ่มเรื่องว่า คู่นี้เค้าไม่ชอบกัน...แต่ผู้ชายนั้นก็แอบชอบผู้หญิงอยู่แล้ว..แต่เพราะ มันต่างกันในฐานะ วรรณะ ก็เลยต้องห้ามใจ
    แต่สุดท้าย...คนมันรักกัน คู่กัน...ก็แต่งงานกัน...อืม...ถ้าดูอย่างคนปัจจุบัน เราว่า หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีเหตุผลหรอก
    อะไรเจอกัน แป๊บเดียว หนีตามกันแหละ หรือ ไม่ก็แต่งงานแหละ...แต่คือคนที่มีความรักแบบรวดเร็วก็คงเข้าใจ
    คือเราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่คิดว่า การเรียนรู้ก่อนเป็นแฟนเป็นเรื่องสำคัญ ว่าใจใช่ ก็ลองคบกันดู...แต่ในเรื่อง มัน แต่งงาน ไง...โอ้โฮ
    แต่เราชอบนะ...เรื่องสังเกตุดู หนังที่เราชอบแต่ละเรื่อง จะไม่มีฉาก sex เลย อย่างมากก็จูบ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน...ไม่มีแม้กระทั้งจูบ
    แต่ก็สามารถสื่อได้ว่า...คนสองคนนี้ เกิดมาเพื่อกัน เพื่อรักกัน...ลองไปดูนะ...ตั๊บว่า "เป็นหนังที่สวยงามดี"
     
    อะ...อีกผลพลอยได้จากเรื่องนี้คือ...พระเอก คะ...ดูดีเหลือเกิน Matthew Macfadyen แทบอยากจะบินไปอังกิด ช่วยเลี้ยงลูกให้เค้าเลยทีเดียว
    (โอ้โฮ ตอนแรก เรายังเลี้ยงลูกเชนที่ เมกา ย้ายสัมมะโนครัวเสียแล้ว..อิอิ..ไม่ไหวๆ)คือแบบ..เทห์อะ เวลาเค้าพูดนะ มันแบบ..ปากดู...ไงอะ น่ารักอะ
    ตาเค้าก็ดู เหงาๆ น่ารักๆ ซื่อๆ...โอ้ย..หวั่นไหว...คือ..ต้องดู เค้าเคลื่อนไหวอะ..เดิน ยิ้ม พูด เฮ้ย..ปลื้มมาก

    อีกสักนิด ไหนๆก็พูดถึงของนอกประเทศแล้ว เรื่องในประเทศเสียบ้าง จะได้ลงโรงแล้วคะ พี่น้อง หนังเรื่องล่าสุดของ ชาคริต โอปปาติกะ โคตรเทห์ เหอๆ เด้วนี้ นั่งดู ละคร ช่อง สาม...เอิ๊กๆ แม้บางทีจะรู้สึกถึงความเวอร์และ งี่เง่า ไปสักนิด แต่ โอ้โฮ ชาคริต เค้าหล่อจริง โดนใจมากมาย เมื่อวานก็ดู"เป็นต่อ" จะเสียสติอยู่หน้าก็ใช่เรื่อง...(แต่อาจเพราะเครียดจัด อ่าน fiction แล้วเริ่มกังวล อย่างรุนแรง)วันนี้ก็นั่งดู มาเฟียที่รัก...55เหมือนพวกติดละครเลย..แต่เออ ชอบชาคริต เหอๆ ยิ่งในเรื่องมาเฟียเนี่ยอะนะ..โอ้ย น่ารักมากๆ แต่มั่นใจว่า คนที่ไม่ชอบชาคริตอยู่แล้ว ก็จะไม่ชอบพี่แกต่อไป เพราะ..เออ ลองมองมุมของคนที่เค้าไม่ชอบนะ...ก็ไม่ได้ช่วยให้ image พี่แกดีขึ้นนะ แต่เราเป็นคนที่ชอบชาคริตม๊ากมาก ด้วยเหตุลที่แจ้งแจงไปก็เปลื้องเนื้อที่ ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารัก เอิ๊กๆ

    ถึงคนป่วยคนนั้น..ว่าห่วงเหลือเกินกลอกตาไปมา