Tubby's profilehttp://leesungjinnrg.blo...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 30

    กูกลับมาปกติแหละ...

    ไม่รู้สินะ...เจอประโยค หรือ วลี เด็ด (คือมันไม่มีประธาน แต่มีความหมายในตัว ประโยคหรือวลีนะ?)
    จากคนๆนึง...เราเลยคิดว่า...
    ทำไม ทุกๆครั้งที่เราตื่นมาตอนเช้า เราต้องคิดถึงเค้า...เพราะช่วงหนึ่งเค้าเคยเป็นคนแรกที่เราคิดถึงเหรอ
    ทำไมทุกๆครั้งที่เราเดินเข้าตึกเรียนของเรา SC แล้วเราต้องรู้สึกอึ้งๆ
    เพราะ ที่ตรงนี้ คือที่ ที่เรากับเค้าเจอกันอย่างนั้นเหรอ
    เรากลับมาย้อนถามตัวเองว่า...
    เราจริงจังเรื่องเค้ามากมาย...แต่ เค้าคงไม่ได้คิดถึงเราเลย
    แล้วเราจะคิดถึงเค้าทำไม?ไม่สิ คิดถึง คิดไปเถอะ
    แต่เราจะต้องเสียใจไปทำไม กับคนที่ไม่คิดถึงเรา และไม่เลือกเรา
    ความรัก บางทีก็เหมือน แข่งกีฬา
    มีแพ้ มีชนะ มีได้ถ้วย มีเสียแชมป์
    แต่จะแพ้ มันก็ต้องแพ้สวยๆ
    ก่อนที่เราจะสะกดคำว่า ศักดิ์ศรี ไม่เป็น
    และกลับไป"จุด"นั้นของเราในอดีต ที่เราไม่อยากกลับไป
    เราก็ต้องเลิกทำตัว อีเดียด คิดว่า โลกทำไมช่างแสนโหดร้าย 555
    เราก็ไม่คิดว่ามันโหดร้ายหรอกนะ...เหอๆ..แค่บางทีเสียใจ
    -----------------------------------
    รักนะ รัก
    แต่เราก็ไม่เคยหยุดรักใคร
    เพราะเราจะจำวันที่เรารู้สึกประทับใจคนๆนี้ยังไง
     
     
     
    September 25

    เวลา?

    เมื่อคืนเกิดการนอนไม่หลับ นั่งคิดเรื่องโน่นเรื่องนี่ ที่เคยผ่านมาในชีวิต วันนี้ เราอายุเท่าไรแล้วนะ? 19 ปี 5 เดือน กับ อีก 2 วัน ว่าไป ก็ยังไม่ถึงครึ่งชีวิตเลยนะเนี่ย ว่าไป เราก็ยังไม่ค่อยแก่เท่าไรเช่นกัน ทำไมเราชอบคิดว่า ตัวเราก็ผ่านมาอะไรมามาก เหมือนๆกับพวกที่เรียกตัวเองว่า ผู้ใหญ่ แก่ๆ 30 กว่า นะ?
    เราแก่แดด รึเปล่า หรือนี่เป็นสิ่งที่ "เด็ก"ชอบแกล้งทำเป็นว่าตัวเองรู้ดี? ฮืม..แต่เรานี่ ใช้คำว่า เด็กก็ไม่ได้นะ ตอนนี้ก็เรียน มหาลัยปีสองแล้ว รับผิดชอบอะไร มันอาจจะไม่เยอะเท่าคนทำงานนะ หาเลี้ยงครอบครัวก็ไม่ต้อง มีหน้าที่หลักๆก็แค่เรื่องเรียน เรียนจบแล้วจะได้เอาปริญญาไปสมัครงาน เราคิดว่า ปริญญามันมีค่าแค่นี้เองนะ...ใช้ สมัครงาน ส่วน เนื้อหา ความรู้ กิจกรรมระหว่างเรียน ประสบการณ์โน่นนี่ นั้นคือ สิ่งเสริมตัวเราให้เมื่อได้ทำงานแล้ว เราจะมีการทำงานที่มีคุณภาพดีกว่าคนที่มี แค่ "ปริญญา"
    เราก็ใฝ่ฝันนะ อยากทำงานดีๆ มีเงินดีๆ มั่นคง เพราะเราไม่รู้ว่า ชีวิตเรา เราอาจจะต้องอยู่คนเดียวก็ได้ จะหวังว่าจะฝากชีวิตของตัวเองไว้ที่ผู้ชายสักคน มันก็คงไม่work ไม่รู้สิ ถ้าเราแต่งงาน เราไม่ต้องการได้เงินจากสามีเรา เดือนล่ะ ห้าพัน อะไรแบบนั้นนะ ถ้าเราทำงานเองน่ะ แต่เราอยากให้สามีเราแสดงความเอาใจใส่เรานะ เช่น โอกาสสำคัญ วันเกิด วันครบรอบ ไรพวกนั้น เออ ซื้อของขวัญ ทำอะไรพิเศษให้ก็ดีนะ ส่วน ค่าน้ำ ค่าไฟที่บ้าน ช่วยกันได้ก็ได้นะ ถ้าสามีมันต้องเลี้ยงดูภรรยา(ถ้าบ้านอื่นเค้าเป็นนะ ต้องจ่ายตังค์ให้เมียเดือนเท่านั้นเท่านี่) ของเราขอเป็น สามี จ่ายค่าไฟ โทรศัทพ์ ส่วนเรา จ่ายค่าน้ำ ค่ากับข้าวก็แล้วกัน แต่ว่าไป สามีเราคงต้องเป็นคนมี common sense สูงมากเลยนะ เพราะ เราจะค่อนข้างยอมนะ ถ้าเราว่า โอเค ไว้อยู่ เราก็ยอม เออ...แต่กว่าจะตกลงปลงใจแต่งงานกับใคร เราว่า เราก็ต้องเรียนรู้เค้านานเลยนะ...คู่ชีวิตเลยนะ...คนที่ตื่นมาก็เจอ หลับตาก็ยังอยู่ข้างกัน แนวนั้นเลยนะ เหมือน เพื่อนสนิท เพื่อนคุย ทุกอย่าง จากกว่า จะตายจากกันไป
    ทำให้เราคิดเรื่องขั้นตอนก่อนแต่งงาน "แฟน"..ที่จริงมันก็เป็นคำๆหนึ่งนะ เหมือน แสดงความเป็นเจ้าของ ของคนสองคน เหมือน เอา อะไรมาล้อมเราสักอย่าง เพื่อที่จะให้เราได้เรียนรู้กัน เชื่อใจกัน ถ้า ผ่านพ้นคำว่า"แฟน" จนก้าวไปแต่งงาน ก็คือ นั้นต้องผ่านอะไรกันมา แล้ว มันใช่จริงๆแหละนะ ไม่มีข้อสงสัย ไม่มีปม อย่างบอกว่า ให้อภัย คือ ใจต้องให้อภัยจริงๆ ไรแบบนั้น
    แตเราเป็นคนนึง ที่รู้สึกว่า การคบใครเป็นแฟน ไม่จำเป็นต้องใช้เวลายาวนานในการดูใจ คือ ถ้า คนนี้ เราชอบมากเลย เค้าก็ชอบเรามากเลย แสดงออกว่าชอบกัน อยากเรียนรู้กัน แค่นี้ก็เป็น เหตุผลให้เราตกลงคบใครสักคนนะ อีกอย่าง การที่คนสองคนจะใจตรงกันขนาดนี้ มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ อีกอย่างเราก็ไม่ใช่ผู้หญิงสวย hot ผู้ชายเห็น ผู้ชายหลง อะไรขนาดนั้น ก็ตัดปัญญาคบเพราะหน้าตาไปได้เลยอะ 55 เฮ้อ...
    คือ เราใช้ ประสบการณ์ตรงและอ้อมเป็นตัวดู...เราเคยมีแฟนนะ...คนแรก..ก็รู้จักกัน คุยกัน ว่าคนนี้คุยสนุก หน้าตา น่ารักดี ก็เลยขอเป็นแฟน..ติดสะงั้น..แต่ช่วงที่เป็นแฟน เราไม่ค่อยมีส่วนในชีวิตเค้าเลย...โทรก็ไม่ค่อยได้โทร smsส่งอย่างเดียว วันละหลายๆอัน แต่ไม่ยักกะโทรคุย...ไม่เข้าใจ ทำไม? เค้ามีคนคุยโทรสับด้วยเยอะแล้วล่ะนะ เหอๆ แล้วก็คบกัน สามเดือนกว่าๆ..โดยที่ เดือน ตุลา ที่ปิดเทอม...ไม่ได้เจอ ไม่ได้ไปไหนด้วยกันเลย แค่เค้าส่งภาพมาให้รูปเดียว เราก็ดีใจมากๆแล้ว แล้วนั้นแหละ เราก็ร้องห่มร้องไห้ของเราทุกวัน แต่ก็ไม่เคยบอกเค้า ไม่เคยทะเลาะกัน...แล้วก็เลิก...ไม่รู้สิ...เราเกรงใจเค้าด้วยมั้ง และก็ไม่อยากทะเลาะ...ไม่รู้จะบอกอะไร...ถ้าไปบอกเค้าว่า "เสียใจนะ ที่ทำไมไม่สนใจกันเลย" แค่นี้เหรอ? "ทำไมสนใจคนอื่นมากกว่าเรา?" แต่ตอนนั้น เราไม่อยู่ในสายตาจริงๆ แต่ก็แปลกที่ เค้าก็บอกคนอื่นว่า "เราเป็นแฟนเค้านะ" บอก รักเราด้วย...
    คนต่อมา...คนนี้ รู้จักกันมา...เค้าจะโทรมาหาทุกวันเลยนะ เสมอต้นเสมอปลายมาก แต่ก็เหมือนเค้าฟังเราคุยกะสะมากกว่า เค้าเป็นเด็กแกะสลักด้วยนะ คิดเลยล่ะว่าเค้าคงเรียบร้อย ใช้เวลาคุยกันประมาณปี โดยที่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนะ แค่ว่า เค้าเสมอต้น เสมอปลายดี น่ารักดี พอเราเลิกกะคนแรกได้ หนึ่งวัน..เราก็ขอเค้าคบเลย...โอ้โฮ เราแม้ง..เลวเนอะ...มาเป็นสายฟ้าแลบมาก..แค่หนึ่งวัน...แล้วก็คบคนนี้ได้ นาน 9เดือนเลยนะ คนนี้น่าแปลกตรงที่ อะไรที่เกี่ยวข้องกับเรา สองคนนี้ เลข23ทั้งหมดเลยนะ เราก็รักเค้านะ...ขึ้นชื่อว่า แฟน บอกใครว่าเป็นแฟน เรารักหมดใจจริงๆ แต่ เออ กับคนที่สอง เราก็ไม่รู้ว่าหมดเรื่องคุยหรืออะไร เลย ทะเลาะกันบ้อยบ่อย เราก็เลยติดนิสัยหวีทไปเลย เค้าก็ค่อนข้าง กรี๊ดกร๊าดคนหลายคน เราก็ไม่เข้าใจตรงนั้นเท่าไร ก็ถ้าเห็นแฟนตัวเอง กรี๊ดกร๊าด คนอื่น...ใครจะรับได้...เค้าก็บอกว่า ทำไปเพราะอยากให้หึง...พอเราเปิดวาวล์หึง เท่านั้นล่ะ...ระเบิด บึ้ม บึ้ม แต่เราก็รักเค้านะ..อยากให้เรารักเราคนเดียว..แต่ก็คือ เออ เราอาจไม่ตรงใจเค้าจริงๆก็ได้ ตอนที่เลิกไป ก็เหมือนเค้าจะกลับมา...ทั้งๆที่เค้าก็คบกะคนใหม่อยู่นะ แต่ เออ เราก็ทำเค้าเสียใจไว้มาก คือ เราก็คิดว่า ถ้าเค้ากลับมา เราจะทำตัวใหม่ เราจะเป็นคนใหม่ ขอโอกาส ได้มั้ย...เค้าก็เหมือนจะกลับมา แต่สุดท้าย เค้าก็เลือกไปทางใหม่ของเค้า...ตอนนี้เรากับเค้าก็ยังคุยกันอยู่นะ ติดต่อกันเป็นระยะๆ อาจเพราะว่า เออ ก็รู้จัก คุยกันมานาน ตอนที่เลิกไป เค้าก็ถาม "อยากได้เค้ากลับมา เพราะ รัก หรือ ผูกพัน" เฮ้ย...รักกับผูกพัน มันต่างกันหรือวะ? ที่จริงมันก็ ต่างกันนะ ถ้าผูกพัน ก็เหมือน เพื่อน ไม่เจอกันหลายปี กลับมาก็เจอก็ยังรู้สึกดีเหมือนเดิม ผูกพัน ส่วน รัก แบบ แฟนก็ อยากอยู่กับคนนี้ คนนี้"ใช่" อะไรทำนองนั้น เราก็คิดว่า เรากับเค้า ตัวเราน่ะคิด เราว่า เราผูกพันกับเค้านะ ... อีกอย่างเราก็รู้สึกผิด ที่เคยทำไม่ดีกับเค้าไว้ เหมือน เราสองคน แย่กันคนละเรื่อง เราใจร้อน วู่วาม ส่วนเค้า ชอบส่งตาหวาน ชอบกรี๊ดกร๊าด...เออ มันเป็นเรื่องจูนกันไม่ติด ที่จริง คนที่เค้ากรี๊ดกร๊าดมากสุด เป็น คนใกล้ตัวเรา เราเลยรับไม่ได้จริงๆ ถ้า ห่างๆกันหน่อย เราก็จะพอทำใจ
    จากนั้นก็ไม่ได้คบใครมานานเลยนะ ก็ไม่รู้สึกว่า รักใครจริงๆจังๆ ไม่ใช่ไม่อยากมีแฟนนะ อยากมี แต่ มันรู้สึกไม่ใช่น่ะ เราก็ไม่ได้มีคนเข้ามามากมายหรอกนะ เพราะเราก็ไม่ได้น่ารัก ไม่ได้สวยไง ธรรมดามากๆเลยล่ะ ทั้งหน้าตาและนิสัย ตัวใหญ่ด้วย 555 เออ จน ล่าสุด อืม...เราก็รู้จักเค้าไม่นานนะ คือ ชีวิตเหมือนโย่งๆกัน ที่จริงก็น่าจะเจอกันมานานแล้ว...แต่ก็ไม่ได้รู้จักไรแบบนั้น ก็เพิ่งมาเจอ เดือน สิงหาคน รู้จักกันก็สิงหาคมนั้นแหละ ก็เออ ผู้ชายคนนี้เรารู้สึกดีกับเค้าจัง เค้าทำให้รู้สึกดีมากๆ ไม่ต้องเจาะลึกว่า ดียังไงหรอกเนอะ แต่เอาเป็นว่า...ดีมากๆ แต่ก็ คือ ก็เลิกกันไป ในเวลาแป๊บเดียว อืม บอกตามตรง ตั้งแต่เกิดมา ก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่า มีแฟนเป็นผู้ชายคนแรก จะใช้เวลาคบกันสั้นขนาดนี้ หลายคนก็บอกว่า มันก็เร็วไป ที่ตกลงเป็นแฟนกัน ทำนองนั้น ตัวเค้าก็บอกว่า "ไว" แต่ตัวเราไม่นะ คือ เฉพาะตัวเราคนเดียว...แฟนคือการเรียนรู้ ถ้าเจอกัน หนึ่งเดือน แล้วแต่งงานกันเลย นั้นอะ น่ากลัว เร็วเกินไปจริงๆ...แต่เราก็ไม่ได้คิดว่า การเป็นแฟน พอเป็นแล้วต้องเลิกนะ ... แต่เราก็ไม่ได้ ตกลงอะไรง่ายๆ ก็ถ้าใจมันบอกว่า "ไม่" ถึงเราเหงามากแค่ไหน เราก็ตอบ"ไม่"อยู่ดี ชีวิตเราก็อยู่คนเดียวมาได้หลายปีนะ ไม่มีต่อไปอีกนิด ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะก็รู้เหมือนกัน ว่าถ้ามีแฟน แล้วต้องทุกข์ เพราะ แฟนไม่แคร์ ระแวงแฟนนอกใจ ไรแบบเนี่ย มัน ทรมานมากจริงๆ เราคบใครเราก็อยากคบนานๆ คบคนเดียวแล้วก็คบตลอดไป...เวลาเรามองผู้ชาย ก็น่าอายนะ เพราะเราก็คิดว่า ผู้ชายคนนี้ดูแลเราได้มั้ย ไม่ใช่เรื่องเงินนะ แต่เรื่องใจเรา เค้ารักเรามั้ย ทำให้เรารู้สึกถูกทอดทิ้งบ่อยๆรึเปล่า ส่วนเรื่องเงินมันก็สำคัญนะ ฐานะมั่นคงรึเปล่า แต่มันก็ปลีกย่อยสำหรับเรา เราอยากได้ "คนดี" เพราะ ฐานะที่บ้านเราก็ไม่ได้รวยนะ แต่ก็ไม่ได้เป็นหนี้สินอะไร และเราว่า พอเราเรียนจบ เราก็ต้องมีงานทำ หาเงินได้เอง เราคงไม่ต้องพึ่งเงินสามีเรามากขนาดนั้น ก็เลย ขอแค่ คนดี ไว้ก่อนอีกอย่าง เราอยากได้ผู้ชายที่จะมาเป็นพ่อที่ดีของลูกนะ แต่ถ้าเป็นสามีที่ดี การเป็นพ่อที่ดีก็ไม่ยาก
    เราดูจากพ่อแม่เรานะ...พ่อเราก็ถือว่า ใช้ได้นะ แต่เป็นสามีที่ไม่ค่อยดีของแม่เรา ทำให้ความเป็นพ่อของเค้าบกพร่องไปด้วย...สำหรับเรานะ
    แล้วเรื่องการดูใจนานๆของ คู่รัก ก่อนคบเป็นแฟน ไรแบบเนี่ย เราไม่ค่อยให้ความสำคัญมาก เพราะ อย่างพ่อแม่เรา รู้จักกันได้ปี นะ แล้วก็มาเป็นแฟนกัน อยู่ด้วยกันตลอด ใกล้ชิดกันม๊ากมาก พ่อเราก็อยู่บ้านเดียวกับแม่เรานะ(แต่ไม่ได้มีอะไรกันนะ เราเกิด หลังจากที่แต่งงานกันได้สองปีแล้ว) แล้วก็แต่งงานกัน อยู่กินกันมา รวมทั้งหมด 20 ปีได้อะ แล้วก็ยังต้องหย้ากันเลย ด้วยเหตุผล ที่เออ...เอิ๊กๆ...แค่น่าตกใจนิดๆสำหรับเรา
    เราก็เลยคิดว่า..."เวลา" มันก็ไม่ได้สำคัญมากนักนะ เวลา เราจะเริ่มคบกับใคร มันสำคัญตรงที่ได้เรียนรู้นิสัย ได้รู้เรื่องโน่นนี่ แต่ เป็นแฟนกัน มันก็เรียนรู้กันได้นะ แต่เวลา ตัดสินใจเลิกกัน มันก็เจ็บมากไง ถ้าใช้คำว่าแฟน แต่ถ้าสมมติ ดูใจกันไปเรื่อยๆ คบเหมือนแฟน แต่ไม่ใช่แฟน แล้วพอวันหนึ่ง คนใดคนนึงไปมีใครคนอีกคน มันก็เจ็บพอๆกัน แต่เราก็ไม่เคยเปลี่ยนใจไปจากใครจากใครนะ
     
    อืม เอ๊ะ เราเขียนบ่นอะไรมากมาย
    September 20

    Metaphysical Poets

    เป็นกวีอีกชนิดนึงที่แบบ...โดนใจ
    เมื่อก่อน เคยได้นำเสนอ Sonnet แบบ Courtney love ไปแล้ว
    ซึ่งจะเป็นกลอน รักช้ำ รักร้าว รักหญิงที่ไม่สามารถรักเราได้
    รักคนมีเจ้าของ รักแฟนคนอื่น
    และเปรียบเทียบได้ ทรมาน อ่านแล้วเศร้าใจ
    "the more i entreat the frozen she becomes"
    ยิ่งรัก เธอยิ่งห่างไกล แนวๆนั้น
    Amoretti by Sir Philip Sydney (ที่กูพลาดไปเมื่อ midterm)
    ตอนนี้ มาเจอ Metaphysical Poets
    จะเป็นแนว เปรียบเทียบความรัก กับ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเอามาเปรียบ
    เช่น เอาการร่วมกัน มาเปรียบกับ ตัวหมัด ที่กินเลือดชายหญิงคู่หนึ่ง
    ก็เหมือน ทำให้ชายหญิงได้...กัน 555
    หมัดเป็นเหมือน เตียงหอ และ พิธีแต่งงานของเราสอง
    มันก็คิดได้เนอะ John Donne เป็นคนเขียนThe Flea กลอนบทนี้ที่ยกมา
    ตอนแรกเป็น playboy ต่อมาเป็น พระสังฆราช St.Paul โอ้โฮ อะไรมันเปลี่ยนขนาดนั้น
     
    ก็ตอนเด็กๆเราเคยคิดว่า
    หากเราเปรียบความรักกับส้วม
    ที่เป็นที่ปล่อยของเสีย บางที่ก็เป็นที่น่าขยักแขยง แต่เราก็ขาดมันไม่ได้ เราต้องการมันอยู่ดี
    ถ้าเราเปลี่ยน ความรักแบบนี้ คนจะหาว่าเราบ้ามั้ย
    ตอนนี้ หลายปีให้หลัง เรารู้แล้วว่าเราไม่ได้บ้า
    เราเป็น Metaphysical Poet 555
     
    แล้ววันนี้ก็ได้เรียนเรื่อง Hero ใน เทพนิยายกรีก
    อยากบอกว่า มันไม่เห็นจะ ฮีโร่ ตรงไหนเลย
    คนแรกทีเรียน Jason อีนี่ก็มีแต่เทพช่วย(เทพชอบสปอยมนุษย์นะเนี่ย)
    แล้วสุดท้ายก็ผู้หญิงช่วย หลอกใช้ผู้หญิงที่มาหลงรัก สุดท้ายก็ทิ้งไป...โว้ว..มันนิสัยดี๊ดีจริงๆ
    สุดท้ายมันตายเพราะ เสาเรือที่มันใช้ไปผจญภัยทับหัวมันตาย...เออดี
     
    คนต่อมาคือ Perseus ไอ้นี่ก็...เรื่อยๆนะชีวิตมัน ไปฆ่า เมนูซ่า ได้ เจ๊หัวงูนั้นแหละ
    เมนูซ่าคงงงๆ มาฆ่าเราทำไม กำลังนอน ไปทำอะไรมันก็ไม่ได้ไปทำ Persueus ต้องการ โชว์พาว เท่านั้นเอง
    แล้วคือ ตามชะตา เนี่ย ไอ้ Per มันต้องฆ่า ตาของเราตัวไง..
    ตอนแรก ตา มันก็กลัว จับมันเนรเทศ อย่างโน่นอย่างนี้
    สุดท้ายก็ต้องตายด้วยหลาน แต่ ตาย บัดซบ มาก
    แบบ ในเมืองมีแข่งขว้างจักร หลานมันก็แข่งด้วย
    แล้วก็ แรงเยอะไปหน่อย ขว้างจักรหลุดเข้าไปในคนดู โดน ตา ตัวเองพอดี
    ตาก็เลยตาย ตาม ชะตาที่ฟ้ากำหนดไว้
    โว้ว...
    พูดจริงๆนะ .. อย่างนี้ เราก็ไม่ต้องทำอะไรให้ชีวิตเลยดิ
    เมื่อฟ้า มันกำหนดมาหมดแล้ว...โว้ว..
     
    ก็เออ เรียนไปก็ จำได้อย่างนี้ หวังเหมือนกันจะเรียนเก่งๆกะเค้าสักวัน
    เฮ้อ...
    September 14

    11 ปี

     Shane กับ Marissa แต่งงานกัน ครบ 11 ปีแล้ว
    จากวันที่ 14 กันยายน 1996
    จนวันนี้ 14 กันยายน 2007
    11 ปี
    bravo มากๆ
    Marissa กะ Shane ก็คบกันตั้งแต่สมัยเรียนนะ
    บ้านก็อยู่ใกล้ๆกัน
    เรียนมหาลัย แม้งก็ทีเดียวกัน(คือ เหมือนตอนแรกเชนเรียนอีกที แล้วคงย้ายมา เพราะ MarissaติดBoston)
    ชีวิตนี้จะติดกันกว่านี้ได้อีกนะคะ...เอิ๊กๆ
    แล้วเราไปรู้อะไรเค้าเนี้ย
    --------------------
    เมื่อวาน เดินตลาดนัด...เลยคิดอยากแก้เซ็ง
    หา ต้น "ตะบองเพชร"มาเลี้ยง หรือเค้าเรียกว่า กระบองเพชร นะ?
    เอาเป็นว่า พอต้นไม้ชนิดนี้ มาเป็น เพื่อนเล่นส่วนตัวเราแล้ว
    มันเลยมีชื่อว่า "ไอ้กลม"
    ก็หวังว่า ไอ้กลม จะมีชีวิตยืนยาว อยู่ถือไม้เท้ายอดทองตะบองยอดเพชรกับเรา
    อย่างน้อย...อยู่กะเราเกิน 3 อาทิตย์ก็ยังดี
    เหอๆ
    สมัย ม6 ที่ชีวิตมันเสียศูนย์ ก็ซื้อต้นไม้มาเลี้ยงเหมือนกัน
    เคยเห็นป่ะ ที่ มันจะมีผมเป็นหญ้าสูงๆยาวๆอะ ที่หน้ามันตลกๆ
    (คิดไม่ออกล่ะสิ..เหอๆ อธิบายได้เท่านี้ล่ะ)
    มันแค่ต้องเปลี่ยนน้ำในกระถาง
    ถ้าน้ำแห้งก็เติมอะ เลี้ยงง้ายง่าย สนู๊กสนุก
    คราวนี้ก็ ถึงตา"ไอ้กลม"
    ซึ่งเป็นต้นตะบองเพชร
    ถ้าเราทำมันตายภายใน สาม อาทิตย์ เราก็ควรพิจารณาตัวเองได้แล้วแหละ
    ว่า ทุ่มเทดูแลไม่พอ หรือ ทุ่มเทมากเกินไป
    เฮ้ย..เกี่ยวอะไร?
    ------------------------
    ตอนนี้เกิดความน้อยเนื้อต่ำในเอกตัวเอง
    เพราะใครๆก็บอกว่า เอกภาษาวรรณของเราเนี้ยในศิลปศาสตร์ เป็นเอกที่ ไฮโซที่สุดแล้ว
    แบบ ว่า เรียนแล้ว เหมือน บรรลุ คนดูดีมีสไตล์(เหรอวะ?)
    แต่ว่า ทามไม...เอกนี้ ไม่มีจัดอะไรกิ๊บกิ๊วเหมือนเอกอื่นเลย
    อย่าง พวก เยอรมัน มันก็เพิ่งไปจัดนิทรรศการDeutscher Tag ของมันมา
    ได้ตังค์มาพันนิดๆ(เพื่อ ค่าอุกรณ์ก็ไม่คุ้มแหละ)
    แต่ก็ดี ได้ทำ smth (แม้งไม่เรียกไปช่วยวะ..ถ้ามีอีก บอกด้วย ตอนนี้ ตั๊บว่าง)
    ส่วนพวก ญี่ปุ่น
    เด้วก็มี พิธีชงชา ทำอาหารญี่ปุ่น มีรับแขกญี่ปุ่นที่มา ธรรมศาสตร์ ด้วย
    แล้วล่าสุด J-Festa เพื่อนกลุ่มเรา เฮไปกว่า ครึ่งโต๊ะ
    เฮ้ยมัน many things to do มากกว่า การศึกษาอะ อิจฉา
    อย่าง เอกEng โอ้โฮ นัดชิว พารากอน ยกเอก ไรก็ไม่รู้
     
    แล้วเอกอื่นก็คงมี อย่าง ภาษาศาสตร์ เค้ายังมี ปาร์ตี้ภาษาศาสตร์
    แล้ว เอก ภาษาและวรรณคดีอังกฤษ ล่ะ
    โว้ว
    แกนเอก ปี 49 ยังไม่มีเลย
    พวกตูเป็น lamps ที่ต้องการ Sherphard
    แต่ต้องอัพเดตหน่อย ตอนนี้เรียน เทพ กรีก
    พวกตู ต้องการ Zeus 555
    และตัวตู จะเป็น Muse (อิอิ ธิดาบันเทิง...ดูดีๆ)
    -----------------------
    พูดถึงการศึกษาสักนิด
    วันนี้เห็นป้ายติดที่ตึกSC
    No Education No Money
    ทำให้ เรา รู้สึกว่า ชีวิตต้องเรียนอีกครั้ง
    จะท้อแท้ โศกเศร้าด้วยเรื่องอันใด ก็ควร พยายาม ร่ำเรียนมันต่อไป
    เฮ้อ...แต่ เอก วรรณ งานเค้า น่า ท้อแท้จริง
    วิจารณ์งาน เขียนงาน อ่านงาน...โอ้ย...ไม่บรรลุสักที กูเครียด
    ก็คุยกะไอ้แป้ง(คุณroommate ที่ต้องนอนทางทิศ ตะวันออก 555)
    มันเรียนเศรษศาสตร์...อ่านหัวระเบิดพอกัน(text บัญชี มันเป็นอังกิดด้วยอะ)
    บอกว่า หาก พวกเราไปทำงานที่ไหน
    อยู่สักปีกว่าๆสองปี แล้วเงินเดือนยังไม่ถึง สองหมื่น
    กูแม้งลาออกจริงๆด้วย
    ไม่สมกับความเครียดที่ตูได้รับขณะต้องเรียนปริญญาอยู่
    (แต่ชีวิตที่อยู่บ้านเฉยๆ คงไร้ค่า น่าดู...เฮ้อ...)
    ที่แม้ ขอพร จาก เทพ องค์ไหน ก็คงช่วยไม่ได้
    เพราะขนาด อ่านหนังสือแล้ว...แม้งก็ยังช่วยไม่ได้
    ไม่รู้ว่า ต้องท่อง word by word เลยมั้ย
    เฉกเช่นวันนี้ ที่เรียน Hills like the white elephants
    ของ Ernest Hemingway (มันยังคงหลอกหลอนให้ตูเรียนตั้งแต่ ม5 เรื่อง Old man and the seaอะ)
    เฮ้ย...ตอนคำถาม...ท่าทาง รับประทาน ศูนย์เต็มสิบ
    แม้ง...โง่อ้า...คือรู้ว่า มันมีความหมายแฝงในคำพูด
    แต่คิดอีกอย่างไง...
    และ white elephants เป็น แสลง แปลว่า
    "สิ่งที่ไม่ต้องการ แต่ก็ทิ้งไม่ได้ ต้องเก็บเอาไว้ ด้วยเหตุผลบางประการ"
    แนวว่า ได้ของขวัญมาเป็นหวี ทั้งๆที่หัวโลน ใช้ไม่ได้ แต่ก็ทิ้งไม่ได้ เพราะมันเป็นของขวัญ
    โอ้ย....แล้ว คำพูดแต่ละคำ...เมิงจะลึกซึ้งไปไหน
    อ่านไปรอบเดียว เลย ตีความผิดเลย...โอ้ย..คะแนนช่วยกู..หลุดลอยไปในเมฆา
    ---------------------------
    มาเล่าความเครียดให้ฟังในแนวฮาๆ
    เพื่อนบอกว่า เวลาเราเศร้าอะน่ากลัว
    เพราะเราก็นิ่ง ม๊ากมาก แต่เวลาเราฮาแบบเนี้ย ดูดี
    เปล่า ที่จะบอกว่า ฮา เพราะ แอ๊บฮา
    แต่ถ้าเราแสดงว่าเราเศร้า ก็คงจะดูไม่ดี
    จากที่มันแพ้อยู่แล้ว มันก็ต้องแพ้เข้าไปอีก
    ไปดูหมอดู เค้าบอกว่าเราเป็นคนเครียด เครียดมาก เครียดง่าย
    เครียดแบบจิตหลุด ฆ่าตัวตาย ได้เลยทีเดียว
    โอ้...ก็ไม่ถึงกับขั้นตายหรอกคะ
    ถ้าตั๊บฆ่าตัวตาย ตั๊บก็อับอายเวลาคนมางานศพ และโดยประณาม
    จะตายทั้งที ขอ เหตุผลธรรมชาติ
    ถ้าฆ่าตัวตาย หรือ เมาแล้วขับ ไรแบบเนี้ย...มันไม่สวยจริงๆคะ
    ------------------------
    จะขอยืมคำลงท้ายจากเรื่อง Opheus and Eurydice คู่รัก คู่แท้ แต่เป็น คู่โศก มาเขียนจบสักหน่อย
    "Farewell"
    หรือ "ลาก่อน"
    คนมันรัก แต่มันเป็น คู่ทุกข์ มันก็ต้องมีแต่ ทุกข์เข้ามา
    คู่นี้มันน่าเศร้าตรงที่ว่า พอแต่งงานกันเสร็จ Eurydice ก็โดยงูกัดตายเลย...เวร
    Opheus ก็เสียใจ ลงไปขอนางคืนจาก ยมโลก
    และเพราะใจร้อนไป ทำให้ผิดสัญญากับเทพพลูโต
    การที่อีกนิดจะสมหวังแล้ว ก็เลย หมดหวัง อดได้อยู่กะนางที่รัก
    และOpheusก็ถูกฆ่าตาย
    แม้ง..เรื่องมันโคตรเศร้าจริงๆ
    กับใครที่ได้เป็นคู่ แต่ได้เป็นแค่คู่เศร้า
    ก็คิดถึงหนังสือ เรื่อง ผู้ชายที่จะตามรักเธอทุกชาติไป ของ วินทร์ เรียววาริณ นะ(นามสกุลนี้ใช่ม่ะ)
    ว่า โลกของเรา มันมีหลายกาลเวลาซ้อนกันอยู่
    กาลเวลาที่เราอยู่ตรงนี้ เราอาจไม่ได้รักกับเค้า
    แต่อีกกาลเวลาที่มันซ้อนกัน เราและเค้าอาจจะได้รักกัน
    .....ไรแบบเนี่ย...
    นี่ตั๊บให้กำลังใจ คนที่คิดว่าตัวเองเป็นคู่โศกนะคะ
     
    พอเข้าใจตั๊บมั้ยคะเนี่ย?!?
    September 12

    คิดสะว่าฝันไป

    มีคนบอกให้ คิดสะว่า เรื่องที่เกิดมันแค่ฝันไป
    ให้คิดว่าฝันไปได้ยังไง ในเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นจริงๆ
     
    และบางคนก็ย้ำที่ว่า
    บอกแล้วว่ามันเร็วเกินไป
    เรายังคิดว่า มันไม่ใช่เพราะเราด่วนตัดสินใจ
    เราแค่รู้สึกเสียใจตรงที่ว่า
    เมื่อเราพยายามแล้ว ใส่ใจมาก และพยายามรักษา สุดท้ายมันก็จบ
    ในเวลาไม่นาน
     
    เรามีเหตุผลส่วนตัวนะ
    ที่คิดว่า มันไม่ได้เกิดจากความวู่วาม หรืออะไร
    เราไม่เคยวู่วาม ไม่เคยเล่นตลก
    เราจริงจังมาก
     
    แต่มันเกิดเพราะคนสองคนมีความคิดตรงกัน
    หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มเกิดความลังเล สงสัย
    curiosity หรือ doubt อย่างที่อาจารย์สอนในวิชา LT203เลยจริงๆ
    ความรักแท้ คงไม่เกิด
    ส่วนตัวเรา เราอยากดู พยายามใจเย็นๆ
     
    ขอเวลา
     
    แต่มันไม่มีเวลาให้แล้ว
     
    วันข้างหน้า เราอาจกลับมานั่งคิดว่า ดีแล้ว ถูกแล้ว กับสิ่งที่เค้าเลือกให้เรา
    หรือเราอาจจะยังคงเสียใจ ทุกข์ อย่างที่เราเป็นวันนี้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเลือก
    แต่เราบอกว่า เราเคารพการตัดสินใจของเค้า
    เราก็ต้องเคารพคำพูดของตัวเรา ที่มีให้เค้า
     
    แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า
    เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่า
    เราก็แค่ของแปลกที่น่าสนุกในเวลาหนึ่ง
    แต่มันก็ดีที่ทำให้คนเค้าได้กลับมารักกัน
    ขนาด พ่อแม่ เรายังเอาเค้ากลับมาคู่กันไม่ได้
    เราอยากปลอบใจตัวเองว่า
    อย่างน้อย
    การที่เค้ามีเราเข้าไปในชีวิตเค้าช่วงหนึ่ง
    ก็ทำให้รู้ว่า เค้ารักแฟนเค้ามากแค่ไหน